เนื้อเรื่องย่อ

ผูกเสี่ยว

เสี่ยว แปลว่า “เพื่อนหรือเกลอ”

คำว่า ผูกเสี่ยว มีความหมายว่า การผูกมิตรหรือการเป็นเพื่อนกัน 

เนื่องจากคนอีสานมีการคบกันอยู่สองระดับ คือ คบกันเป็นเพื่อนฝูงระดับธรรมดาทั่วไป เรียกว่า “เป็นหมู่กัน” และถ้าคบกันในระดับที่สนิทแนบแน่นเป็นพิเศษ มีความรักผูกพันจนถึงขั้นพึ่งพาอาศัยและตายแทนกันได้ เรียกว่า “เป็นเสี่ยวกัน” การได้เป็นเสี่ยวกันนั้น ต้องผ่านขั้นตอนและพิธีผูกเสี่ยวก่อนจึงจะถือว่า “เป็นเสี่ยวแท้” อนึ่งการเป็นเสี่ยวกันนั้น เป็นได้ทั้งชายและหญิง เกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน ได้มีคำผะหยาบทหนึ่งกล่าวไว้ให้รู้ถึงสภาพการผูกมิตร และขยายมิตรภาพให้เป็นวงกว้างขวางออกไปของคนอีสานว่า “บ่มีผมให้ตื่มซ้อง บ่มีพี่น้องให้ตื่มเสี่ยวสหาย” แปลว่า ถ้ามีผมน้อยให้หาผมปลอมมาเสริม และถ้ามีพี่น้องจำนวนน้อยต้องผูกเสี่ยวหาสหายไว้เพิ่ม ด้วยเหตุนี้ การผูกเสี่ยว จึงเป็นการเสริมขยายมิตรภาพให้กว้างขวางออกไปของคนในสังคม ยิ่งมีคู่เสี่ยวมากเท่าใดยิ่งทำให้ประชาชนในสังคมนั้นเกิดความรัก ความผูกพันและความเป็นพี่เป็นน้องกันเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เพราะพ่อแม่ลูกเมียและพี่น้องของเสี่ยวแต่ละคู่จะต้องรักใคร่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เปรียบประหนึ่งเป็นพี่น้องร่วมสายญาติกันทั้งสิ้น

ขั้นตอนของการผูกเสี่ยว มีดังนี้ 

ขั้นตอนที่ ๑

การหาคู่เสี่ยว ทำได้สองวิธีคือ

1 คู่เสี่ยวคบหากันเอง เมื่อชายหรือหญิงที่มีรุ่นราวคราวเดียวกัน มีความสนิทสนมกัน รักและถูกอัธยาศัยซึ่งกันและกัน ก็พร้อมใจตกลงจะเป็นเสี่ยวกันด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย จึงจัดพิธีผูกเสี่ยวเพื่อเป็นการประกาศให้ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงทั้งสองฝ่ายมาร่วมเป็นสักขีพยาน

2 พิธีผูกเสี่ยว จัดให้มีอุปกรณ์ในพิธีเช่นเดียวกันกับการสู่ขวัญ โดยจัด “ขันหมากเบ็ง” และมี “หมอสูดขวัญ” เป็นผู้ทำพิธีให้ คู่เสี่ยวต้องนั่งหมอบหันหน้าเข้าหาขันหมากเบ็ง ซึ่งอีกด้านหนึ่งหมอสูดขวัญจะนั่งทำพิธีเรียกขวัญ (เฮียกขวัญ) ซึ่งห้อมล้อมด้วยญาติพี่น้องและผองเพื่อนทั้งสองฝ่าย ที่มาร่วมพิธีเพื่อเป็นสักขีพยาน

คุณสมบัติของบุคคลที่จะเป็นคู่เสี่ยว

การหาคู่เสี่ยวไม่ว่าจะหาเองหรือพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่หาให้ ผู้ที่จะเป็นคู่เสี่ยวกัน ควรจะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

1 อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

2 มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน

3 มีนิสัยใจคอคล้ายหรือใกล้เคียงกัน

4 มีเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้

ขั้นตอนที่ ๒

หมอสูดขวัญ จะเริ่มพิธีโดยให้คู่เสี่ยวจุดเทียนที่ปักไว้ยอดขันหมากเบ็ง แล้วหมอจะนำไหว้พระจบแล้วหมอสูดขวัญจะกล่าวเชิญเทวดา จากนั้นจึงสวดคำสู่ขวัญจนจบ แล้วหมอสูดขวัญจะนำเอาข้าวเหนียวใส่มือให้คู่เสี่ยวคนละหนึ่งปั้น พร้อมไข่ต้มคนละฟอง กล้วยน้ำว้าคนละใบ และผูกแขน(ความจริงผูกที่ข้อมือ) ให้แก่คู่เสี่ยวเป็นครั้งแรก โดยใช้เส้นด้าย (หรือฝ้าย) ที่วางอยู่ในขันหมากเบ็งมาผูก ซึ่งตอนนี้เรียกว่า “การผูกเสี่ยว” จากนั้นพ่อแม่พี่น้องรวมทั้งเพื่อนฝูงของแต่ละฝ่าย ก็จะผูกแขนให้คู่เสี่ยวพร้อมทั้งให้ศีลให้พรและบางคนก็ให้โอวาทแก่คู่เสี่ยว ให้ทั้งสองรักกันเกื้อกูลกัน ตลอดจนเคารพนับถือญาติของแต่ละฝ่ายจนตราบเท่าวันตาย ซึ่งตอนนี้เรียกว่า “ขอดเสี่ยว” เสร็จแล้วก็นำข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูผู้มาร่วมพิธีผูกเสี่ยวทุกคน

ขั้นตอนที่ ๓

การปฏิบัติตนต่อกันของคู่เสี่ยว เมื่อได้เป็นคู่เสี่ยวกันแล้ว คู่เสี่ยวมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนต่อกันดังนี้

1 ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกิจกรรมทุกอย่าง เมื่ออีกฝ่ายตกทุกข์ได้ยาก

2 ให้ฮักแพงกันและเคารพนับถือญาติผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่าย เปรียบประหนึ่งเป็นญาติของตน

3 ให้เป็นดองกัน กล่าวคือ ให้ลูกสาว ลูกชายของแต่ละฝ่ายแต่งงานกัน

4 ร่วมเป็นร่วมตายทั้งในยามทุกข์ และยาม

เสี่ยว อาจจะเป็นบุคคลต่างเพศกันก็ได้ ถ้าหากมีความประสงค์จะเป็นเสี่ยวกัน ถ้ายิ่งเกิดเดือน วัน และเวลาเดียวกันก็จะเป็นการดี แก่กว่า หรืออ่อนกว่าจะไม่นิยมใช้คำนี้ สำหรับพิธีกรรมในการปฏิญาณเป็นเสี่ยวสำหรับชาวบ้านทั่วไป ในภาคเหนือปัจจุบันนี้ไม่ ค่อยปรากฏ เมื่อเป็นสหชาติ (เกิดร่วมปีเดียวกัน) ได้มีโอกาสคบหาสมาคมโดยอยู่ใกล้ชิดสนิทสนม ทำงาน ร่วมกันหรือเดินทางไปประกอบอาชีพด้วยกัน มีความรักใคร่ชอบพอกันเป็นพิเศษถึงขั้นไว้เนื้อเชื่อใจกันแล้ว ก็อาจพูดตกลงกันโดยปากเปล่า ไม่มีพิธีกรรมใดๆ ประกอบก็ได้ เช่นเดียวกับทางภาคอีสาน ก็ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว อาจจะเริ่มต้น จากวิธีง่ายที่สุด คือ เมื่อมีความตั้งใจจริงต่อกัน มีความถูกอกถูกใจซึ่งกันและกัน หรือจิตใจตรงกัน ทั้งสองฝ่ายก็ทำความตกลงลั่นวาจาหรือแสดงออกถึงเจตนาที่จะเป็นเสี่ยวกันได้เลย

ภาคกลาง ชาวไทยภาคกลางโดยทั่วไปมักจะใช้คำว่าเพื่อน แต่บางท้องที่ เช่น ทางภาค กลางตอนบน เช่น จังหวัดตาก เพชรบูรณ์ พิษณุโลก มีการใช้คำว่าเสี่ยว หรือ เกลอ ปะปนกันอยู่บ้าง แต่ถ้า จะให้มีน้ำหนักมีความหมายเสมอกับคำว่าเสี่ยวแล้ว ก็คงใช้คำว่า เพื่อนร่วมน้ำสาบาน เพื่อนร่วมชีวิต มิตรร่วมตาย

ในแถบภาคอีสานตอนใต้ เช่น จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา มีประเพณีความผูกพันธ์ระหว่างเพื่อนในวัยเดียวกัน โดยเรียกฝ่ายชายเรียกว่า “เกลอ” ถ้าเป็นฝ่ายหญิงเรียกว่า “มิเรียะ” (มิตร)

พิธีผูกเสี่ยว หรือเรียกอย่างเป็นทางการก็คือ ?พิธีบายศรีสู่ขวัญ? เป็นประเพณีของชาวอีสานที่มีความหมายว่า เป็นการผูกมิตรภาพ สำหรับการต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือน หรือเป็นการรับขวัญ เรียกขวัญของผู้ที่จากบ้านไปไกลด้วยเวลาอันยาวนาน หรือผู้ที่เพิ่งหายป่วยไข้ให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว พร้อมกับอวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข มีอายุมั่นขวัญยืนพร้อมกันไป ทางภาคเหนือทางล้านนามักใช้คำว่า “มิตร แก้ว สหายคำ” ชาวบ้านธรรมดาเรียกว่า ” เสี่ยวฮัก เสี่ยวแพง”

โดยทั่วไป จะมีคนแก่หรือผู้อาวุโสที่มีคนเคารพนับถือ ประมาณ 2 – 3 คน เพื่อมาเป็นสักขีพยาน อุปกรณ์จะประกอบไปด้วย ขัน 1 ใบ พร้อมกับน้ำเต็มขัน มีดปลายแหลม พริกแห้ง เกลือ ด้าย 2 เส้น เทียน 2 เล่ม ผู้อาวุโสที่ เป็นสักขีพยานจะนำขันพร้อมด้วยน้ำมา แล้วเอาพริกแห้งและเกลือใส่ในขันน้ำ เอาด้ายวางพาดที่ปากขัน โดยให้มีลักษณะเป็นเครื่องหมายกากบาท แล้วเอามีดปลายแหลมตั้งลงกลางขันน้ำด้วยมือซ้าย และจุดเทียน ทั้งสองเล่มถือด้วยมือขวา หยดเทียนลงในขันน้ำพร้อมกับกล่าว “สักเค” พอกล่าวจบก็เอามีดออกจากขันน้ำ แล้วให้คู่ที่จองเกลอนั้นยกขันขึ้นเหนือศีรษะ แล้วกล่าวคำสาบานโดยมีความหมายว่า เราทั้งสองมาสาบาน ต่อกันว่าจะซื่อสัตย์ต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้าใครคิดคดทรยศต่อกันขอให้คนนั้นต้องมีอันเป็นไป หรือตาย ไปข้างใดข้างหนึ่ง ด้วยคมหอกคมดาบที่วางอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อสาบานเสร็จแล้ว ก็ยกขันน้ำขึ้นดื่มน้ำสาบานต่อหน้าผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส ผู้ประกอบพิธีก็ผูกแขน (ข้อมือ) ให้แก่คู่จองเกลอทั้งสองคน เป็นอันเสร็จพิธี

การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญของชาวอีสาน ส่วนใหญ่จะทำโดยการนิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย 5 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ ตั้งบาตรน้ำมนต์เสร็จแล้วประพรมน้ำมนต์ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ถ้ามีศรัทธาพอจะถวายภัตตาหารเช้า หรือเพลพระสงฆ์ด้วยก็ได้ ส่วนการจัดพานบายศรีนั้นจะขาดไม่ได้ ปกติต้องจัดด้วยพานทองเหลือง และมีสัมฤทธิ์ (ขันลงหิน) หลายๆ ใบซ้อนกัน มีใบตอง ดอกไม้สด ด้ายสำหรับผูกข้อมือ อาจจัดเป็นชั้นๆ เช่น 3 ชั้น 5 ชั้น หรือ 7 ชั้น แล้วแต่ความสามารถ แต่คนเก่าคนแก่จะกล่าวว่า ถ้า 3 ชั้นและ 5 ชั้น จะเป็นของคนธรรมดา แต่ถ้า 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น จะสำหรับเชื้อพระวงศ์และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชั้นล่างของพานขวัญจะเป็นพานมีบายศรีทำด้วยใบตอง ดอกไม้ ไข่ต้ม ขนม กล้วย อ้อย ปั้นข้าว เงินฮาง มีด ด้ามแก้ว ชั้น 2, 3, 4 จะได้ตกแต่งด้วยใบศรีและดอกไม้ ซึ่งมักจะเป็นดอกฝาง ดอกดาวเรือง ดอกรัก ใบเงิน ใบคำ ใบคูน ใบยอป่า ส่วนชั้นที่ 5 จะมีใบศรีและด้ายผูกข้อมือ เทียนเวียนหัวทำด้วยขี้ผึ้งของเจ้าของขวัญ

นอกจากพานขวัญแล้วจะมีเครื่องบูชาและอื่นๆ เช่น ขันบูชา มีพานขนาดกลางสำหรับวางผ้า 1 ผืน แพร 1 วา หวี กระจกเงา น้ำอบ น้ำหอม สร้อย แหวน ของผู้เป็นเจ้าของขวัญ สำหรับด้ายผูกข้อมือนั้นต้องเป็นด้ายดิบ นำมาจับเป็นวงยาวพอที่จะพันรอบข้อมือได้ โบราณถือว่าคนธรรมดา วงละ 3 เส้น ผู้ดีมีศักดิ์ตระกูล 5 เส้น เมื่อวงแล้วให้เด็ดหรือดึงให้ขาดเป็นเส้นๆ ห้ามใช้มีดตัดจะใช้มีดตัดได้เฉพาะด้ายที่มัดศพเท่านั้น

ด้ายผูกแขนนี้อย่าพึ่งดึงทิ้งต้องรอให้ผ่านไป 3 วันก่อนแล้วค่อยดึงออก ห้ามทิ้งลงที่สกปรกเพราะถือว่าเป็นของดีของศักดิ์สิทธิ์ควรเก็บรักษาไว้เพราะเชื่อว่าสามารถป้องกันอันตรายได้

ซึ่งจะเห็นได้ว่าพิธีผูกเสี่ยวหรือบายศรีสู่ขวัญนี้เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสานที่ร่างเป็นระเบียบแบบแผนไว้ และก็เป็นธรรมดาที่ประเพณีนี้อาจมีความ แตกต่างกันออกไปบ้างขึ้นอยู่กับการพัฒนาและความเจริญโดยให้เหมาะสมกับกาลสมัย แต่มูลฐานของประเพณีนี้ก็ยังคงอยู่และคงต้องเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่จะต้องรักษามรดกอันสำคัญนี้ให้ยั่งยืนสืบไป เพื่อแสดงถึงการมีวัฒนธรรมอันเป็นชาติบ้านเมืองของเรา จากที่กล่าวมาข้างต้น การผูกเสี่ยวนั้นได้แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของชาวไทยแทบทุกภูมิภาค แต่ที่จะชมได้ง่ายและธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติได้เคร่งครัด ก็คือ ภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ยังคงสงวนรักษา ประเพณีอันดีงามนี้ไว้จนถึงทุกวันนี้

การเปรียบเทียบคำว่า “เสี่ยว” กับวัฒนธรรมอื่น อาจทำให้เข้าใจความหมายของคำนี้ได้ดีขึ้น เขายกตัวอย่างของ “เสี่ยว” ในประวัติศาสตร์ เช่น เมื่อ สามกษัตริย์ คือ พญามังราย พ่อขุนรามคำแหง และ พญางำเมือง กรีดเลือดสาบานกันเป็นสหาย อันนำไปสู่การสร้างเมืองเชียงใหม่ การสาบานเป็นสหายครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นความหมายที่เหมือนกับการ “ผูกเสี่ยว” ของอีสาน หรือในครั้ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเชิญผู้ที่เกิดวันเวลาเดียวกับพระองค์ มาร่วมสังสรรค์และดื่มเลือดสาบานเป็น ” พระสหชาติ ” นั่นก็เป็นความหมายของ “เสี่ยว” ได้เช่นกัน

ขอขอบพระคุณ   http://www.oknation.net/blog/nantanatu/2010/12/23/entry-1

ประเพณีผูกเสี่ยว

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s